คำว่า "นาฏศิลป" กับ "นาฏศิลป์"


          ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า "ศิลป (สิน, สินละปะ)" หมายถึง ฝีมือ, ฝีมือทางการช่าง,มีฝีมืออย่างยอดเยี่ยม ส่วนคำว่า "ศิลป์(สิน)" หมายถึง ศร เช่น "งามเนตรดังเนตรนฤคมาศ งามขนงวงวาดดังคันศิลป์ (อิเหนา)" หรือ "พิศพักตร์ผ่องพักตร์ดั่งจันทร พิศขนงก่งงอนดั่งคันศิลป์ (รามเกียรติ์ ร.๑)" อย่างเมื่อครั้งโรงเรียนศิลปากร แผนกนาฏดุริยางค์ ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็นโรงเรียนนาฏศิลป และวิทยาลัยนาฏศิลปตามลำดับ นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากรในสมัยนั้น ก็ยังใช้คำว่า "ศิลป" ที่ไม่มีตัวการันต์สะกด หรือแม้แต่ชื่อของวิทยาลัยช่างศิลป กรมศิลปากร ก็ได้ถือแบบอย่างตามนี้เช่นเดียวกัน ทว่าปัจจุบันนี้มีการใช้อย่างปนเปกัน จึงทำให้ไม่ทราบถึงรากศัพท์ของคำทั้ง ๒ นี้

เทพแห่งดุริยางคดนตรี


          การศิลปของไทยเราทุกๆแขนง ย่อมต้องมีพิธีไหว้ครูประจำปีครั้งหนึ่ง และเมื่อเริ่มเรียนอีกครั้งหนึ่ง การไหว้ครูก่อนการเริ่มเรียนศิลปต่างๆนั้น ก็เป็นการกระทำโดยย่อ เพียงแต่เคารพครูหรือถวายตัวเป็นศิษย์แห่งเทพเจ้าผู้ถือว่าเป็นครูในศิลปนั้นๆ ส่วนการไหว้ครูประจำปีโดยมากจะทำเป็นพิธีการที่ใหญ่โตขึ้น ชื่อเทพเจ้าแห่งดุริยางคดนตรีนี้ ในโองการไหว้ครูจะปรากฏอยู่ ๓ องค์ คือ พระปัญจสีขร  พระวิศวกรรม(พระวิษณุกรรมหรือพระเพชฉลูกรรม)  และพระปรคนธรรพ (พระประโคนธรรพ) 

จาก : ดุริยางคศาสตร์ไทย ภาควิชาการ โดย
คุณครู มนตรี ตราโมท
ศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีไทย พ.ศ. ๒๕๒๘


ประเลง

         
          ประเลง เป็นชื่อการรำเบิกโรงอย่างหนึ่งของละครในซึ่งมีมาแต่โบราณ ผู้แสดงแต่งกายยืนเครื่องพระ ๒ คน สวมหัวเทวดาไม่มียอด เหตุที่ใช้ผู้แสดงแต่งกายยืนเครื่องพระเนื่องจาก ในการแสดงครั้งหนึ่งๆจะมีผู้แสดงที่แต่งกายยืนเครื่องพระอยู่แล้ว การแสดงเบิกโรงเพื่อความเป็นสิริมงคลนั้น นิยมใช้ตัวพระเป็นผู้รำ โดยให้สวมหัวเทวดาไม่มียอดปิดหน้าทั้งหมด เพื่อมิให้ผู้ชมเห็นว่าแสดงซ้ำกัน คือ นอกจากเป็นผู้รำประเลงแล้ว ยังแสดงเป็นตัวละครในเรื่องอีกนั่นเอง ตัวนายโรงที้ง ๒ คนที่รำประเลง จะต้องถือหางนกยูงทั้งสองมือออกมาร่ายรำตามทำนองเพลง โดยไม่มีบทร้อง ส่วนเพลงหน้าพาทย์ประกอบการรำประเลง บางท่านก็ใช้เพลงกลม บ้างก็ใช้เพลงโคมเวียน แล้วออกด้วยเพลงตระบองกัน การรำประเลงเบิกโรงเป็นการสมมุติว่าเทวดาลงมารำ เพื่อให้เกิดสวัสดิมงคล และปัดรังควานป้องกันเสนียดจัญไร ที่มาของการรำประเลงนั้น ท่านผู้รู้เล่ากันว่า แต่เดิมก่อนการแสดงละคร จะมีผู้ถือไม้กวาดออกมาปัดกวาด ทำความสะอาดโรงละครเสียก่อน ผู้ที่ออกมาปัดกวาดเหล่านี้มักจะเป็นศิลปิน เวลาปัดกวาดก็คงทำท่าอย่างรำละครไปด้วย ครูบาอาจารย์ทางนาฏศิลปไทยก็เลยคิดประดิษฐ์เป็นท่ารำ แล้วให้ผู้แสดงถือหางนกยูงแทนการถือไม้กวาด ออกมาร่ายรำในเชิงความหมายปัดรังควาน

จับลิงหัวค่ำ

          การแสดงเบิกโรง "จับลิงหัวค่ำ" หรือ "ลิงขาวจับลิงดำ" เป็นการแสดงก่อนการแสดงหนังใหญ่ อีกทั้งยังเป็นที่นิยมเล่นของหนังตะลุง และโขนโบราณ โดยกล่าวถึงพระฤาษีตนหนึ่งเลี้ยงสัตว์ต่างๆไว้มากมาย สัตว์เหล่านี้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข จะมีแต่ลิงดำตัวหนึ่งเท่านั้นที่คอยระรานสัตว์ตัวอื่นๆ พระฤาษีจึงให้ลิงขาวจับมา ลิงขาวเมื่อจับได้ก็จะฆ่าเสีย แต่พระฤาษีห้ามไว้ แล้วสั่งสอนลิงดำก่อนที่จะปล่อยไป ถือเป็นการสอนที่ให้แง่คิดแก่คนดู คือ เรื่องของธรรมะย่อมชนะอธรรม

หน้าพาทย์แผลง


หน้าพาทย์แผลง คนเจรจาโขนและหนังใหญ่ในสมัยก่อนได้นิยมใช้กันอยู่โดยทั่วไป ซึ่งแทนที่จะให้ปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์อะไรตรงๆ ก็แผลงบอกเสียอีกทีอย่างหนึ่ง เพื่อลองเชาวน์นักปี่พาทย์อีกชั้นหนึ่ง คำแผลงที่บอกนี้มิได้แผลงด้วยตัวอักษรดังคำแผลงในอักษรศาสตร์ แต่เป็นการแผลงคำต่อคำทีเดียว มีหลักอยู่ที่จะให้คำแผลงนั้นตรงกับชื่อหน้าพาทย์เท่านั้น ที่จริงก็เป็นคำบอกใบ้เรานี่เอง

จาก : ดุริยางคศาสตร์ไทย ภาควิชาการ โดย
คุณครู มนตรี ตราโมท ศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีไทย พ.ศ. ๒๕๒๘


สวดคฤหัสถ์


การสวดคฤหัสถ์ คนโดยทั่วไปจะเข้าใจว่า การสวดคฤหัสถ์เป็นการเล่นที่เคยมีมาแต่ในงานศพ ที่คิดเช่นนี้ก็เนื่องมาแต่ความเคยชิน เช่นเดียวกับแลเห็นปี่พาทย์มอญ ก็ต้องคิดว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ในงานศพทั้งสิ้น แท้จริงปี่พาทย์มอญนั้น ในประเพณีของชาวรามัญเขาบรรเลงได้ไม่ว่างานอย่างไร จะเป็นทำบุญบ้าน แต่งงาน หรืองานใดๆ เขาก็ใช้ปี่พาทย์เช่นนั้นบรรเลง แต่ไทยเราเท่านั้นที่นำมาใช้แต่ในงานศพ จึงเห็นเป็นของประจำงานศพไป สวดคฤหัสถ์ก็มีนัยอันเดียวกัน

คำว่า"ละคร ละคอน ลคร"


คำว่า "ลคร" บางท่านสันนิษฐานว่ามาจากคำว่า "นคร" ได้ข้อสังเกตจากการเรียกชาวนครศรีธรรมราช และนครลำปางว่า "เมืองลคร" ถ้าเอ่ยถึงเมืองลครก็เข้าใจว่าคือเมืองนครศรีธรรมราช และเมืองลำปาง เสียงสระของคำว่า "ลคร" และ "นคร" เหมือนกัน รูปศัพท์ก็ควรจะเขียนเช่นนั้น นิยมใช้คำนี้มาตั้งแต่โบราณ
คำว่า "ละคร" มูลศัพท์นี้กล่าวกันว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสประเทศชวา พบละครชวาที่เล่นถวายทอดพระเนตร ชื่อ "ละงันดริโย" จึงทรงปรารภว่าจะเอาคำนี้มาใช้โดยสะกดด้วยตัว "ร"
คำว่า "ละคอน" ได้พบจากหนังสือภาษาเขมรเขียนประกอบภาพละครหลวงของประเทศกัมพูชาว่า "ละโขนพระกรุณา" เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเขมรมีอารยธรรมสูงส่ง และเจริญมาก่อนไทย ไทยเองก็ได้รับอารยธรรมของเขมรมาหลายอย่าง "ละโขน" สะกดด้วย "น" เพราะฉะนั้น คำว่า "ละคอน" ควรสะกดด้วย "น" ก็อาจเป็นได้

นารายณ์ปราบนนทุก


          การแสดงเบิกโรง "นารายณ์ปราบนนทุก" นี้เป็นการแสดงเบิกโรงชุดหนึ่งก่อนการแสดงโขน ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในเรื่อง "นารายณ์สิบปาง" กล่าวถึงนนทุกมีหน้าที่ล้างเท้าให้เทวดา นางฟ้า ที่กำลังจะเดินทางไปเฝ้าพระอิศวรผู้ประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาศ เหล่าเทวดานางฟ้าเหล่านั้นชอบหยอกล้อนนทุกโดยการเขกศีรษะจนนนทุกหัวล้าน นนทุกจึงไปเฝ้าพระอิศวรเพื่อขอพรให้ตนเองมีนิ้วเพชร ชี้ผู้ใดผู้นั้นจะถึงแก่ความตาย แล้วนนทุกก็ใช้นิ้วเพขรไล่ชี้เหล่าเทวดา นางฟ้าทั้งหลายล้มตาย พระอิศวรจึงให้พระนารายณ์มาปราบนนทุก พระนารายณ์จึงแปลงร่างเป็นหญิงงามมาหลอกล่อชวนนนทุกให้รำตาม จนถึงท่ารำท่าหนึ่ง (ท่านาคาม้วนหาง) เมื่อนนทุกรำตามโดยใช้นิ้วเพชรชี้เข้าที่ขาตนเองจึงขาหักล้มลง พระนารายณ์แปลงจึงกลับคืนร่างเดิมเพื่อสังหารนนทุก ฝ่ายนนทุกก็ตัดพ้อว่า ทำไมพระนารายณ์ต้องแปลงตัวเป็นหญิง ไยไม่มาต่อสู้กันซึ่งๆหน้าคงเพราะพระนารายณ์เกรงกลัวนิ้วเพชรของตน พระนารายณ์จึงสาปนนทุกให้ไปเกิดใหม่มีสิบเศียร ยี่สิบกร อันพระองค์จะอวตารเป็นมนุษย์มีเพียงสองกรไปราญรอนในชาติหน้า เมื่อพระนารายณ์สังหารนนทุกแล้ว นนทุกก็มาเกิดเป็นท้าวทศกัณฐ์ โอรสท้าวลัสเตียน แห่งกรุงลงกา ส่วนพระนารายณ์ก็อวตารมาเป็นพระราม โอรสท้าวทศรถ แห่งกรุงอโยธยา