พ่อแม่ลูกอยู่กันให้มีความสุข

“พูดง่าย”  แต่  “ทำยาก”

 

ณรงค์ศักดิ์  ตะลุภัฏ*

การอยู่กับลูกให้มีความสุข  ควรจะเริ่มจากไหน

                จุดเริ่มต้นในการที่คนเราจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข  เป็นเรื่องของปฏิสัมพันธ์คือ  การกระทำที่ฝ่ายพ่อแม่แสดงแก่กันและกันก่อนแสดงต่อลูก  และลูกมีปฏิกิริยาโต้ตอบออกมา  สิ่งที่แสดงออกมาบ่อย ๆ  จะเกิดความเคยชินกลายเป็นนิสัย  ถ้าปฏิสัมพันธ์คือการกระทำที่พ่อแม่แสดงต่อลูกนำมาซึ่งความสุขความพอใจ  เป็นภาษาในทางบวก  ในเชิงสร้างสรรค์  ปฏิกิริยาการกระทำที่เด็กเรียนรู้ก็จะสะท้อนทางสร้างสรรค์ไปสู่สิ่งที่ดีงามเช่นเดียวกัน  แต่ถ้าหากว่าวิถีทางที่พ่อแม่แสดงต่อลูกนั้นเป็นลักษณะในทางลบ  นำความทุกข์  ความเครียด  ความไม่เป็นมิตรมาสู่ลูก  ภาพเหล่านั้นจะสะท้อนออกมาเป็นนิสัยของลูกทำให้อยู่กันไม่มีความสุข  และถ้าตราบใดพ่อแม่ยังไม่สามารถสร้างแนวความคิดพื้นฐานให้ไปในทิศทางเดียวกัน  เด็กจะเกิดความยุ่งยากสับสนในการลอกเลียนแบบ  หรือสับสนในการเรียนรู้ที่จะทำตามแบบอย่างได้

 

มีหลักเกณฑ์อะไรบ้างในการสร้างลูกให้ได้ดีและมีความสุขมาก ๆ

                ถ้าหากว่าคนเรารู้จักตัวเองอย่างแท้จริง  จึงจะสามารถรู้จักคนอื่นอย่างแท้จริงได้  สิ่งนี้เป็นสัจธรรม  แต่ถ้าตราบใดก็ตามตนเองยังไม่รู้จักตน  โอกาสที่จะรู้จักคนอื่นก็เป็นเรื่องที่ยากมาก  ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคู่ครองหรือเป็นลูก  ปัญหาทุกวันนี้พบได้ว่าก่อนแต่งงานกันทั้ง  2 ฝ่ายจะคิดว่าคนที่เราแต่งงานด้วยเป็นคนที่เรารู้จักดีที่สุด  แต่หลังจากที่แต่งงานกันมาแล้ว  5 ปี  10 ปี  15 ปี  หรือ  20 ปี  มีมากมายหลายคู่ที่อยู่กันเหมือนคนแทบไม่รู้จักกัน  พยายามมองกันทางลบ  พูดกันในเรื่องที่จะนำความทุกข์มาสู่กันตลอดเวลา  เพราะฉะนั้นจุดสำคัญคือจะต้องมาเริ่มรู้จักตนเอง  โดยการฝึกรับข้อมูลที่ถูกต้องและฝึกตนเองให้มีสติ  คือรู้ตัว  เข้าใจถึงวิธีคิดที่จะนำความสุขมาสู่กันและกัน  ตั้งแต่ยังไม่แต่งงานเคยปฏิบัติต่อกันอย่างไร  แต่งงานแล้วก็ต้องทำต่อไปตลอดชีวิตไม่ใช่เลิกทำเมื่อแต่งงานแล้ว  เหมือนเช่นที่เป็นอยู่  ซึ่งถือว่าเป็นปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญ  ถ้าสามารถทำให้คู่ครองของตนมีความสุขได้ก่อน  อยู่กันอย่างมีความสุข  โดยเราไม่ขีดเส้นตายที่จะจำกัดตัวเอง  ไม่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อน  ก็จะเกิดแนวความคิดใหม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น  จะแก้ไขได้ทั้งนั้น  ถ้านึกวิธีคิดในเชิงสร้างสรรค์ค์หรือคิดทางบวกจะมองเห็นว่า  “ทุกปัญหามีช่องทอง”  แก้ไขได้  แต่ถ้าคิดทางลบ  คิดในทางที่จะนำความทุกข์มาให้กัน  จะคิดแต่เพียงว่า  “ทุกช่องทางมีปัญหา”  จึงไม่สามารถที่จะทำให้อยู่กันได้อย่างมีความสุข  “เมื่อพ่อแม่รักกัน  พ่อแม่รักลูก  ลูกก็จะรักกันและรักพ่อแม่ด้วย”  ลูกก็กลายเป็นเด็กสุขภาพจิตดีโดยอัตโนมัติ

 

มีพฤติกรรมอะไรบ้างที่เป็นปัญหาที่พบในเด็ก  และปัญหาส่วนใหญ่มาจากสาเหตุอะไร

                ปัญหาพฤติกรรมของเด็กส่วนใหญ่เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบ  ที่เด็กรับรู้จากพฤติกรรมพ่อแม่  ครู  อาจารย์  ที่แสดงต่อเขาและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเขา  (คือบุคคลรอบข้าง)  เป็นสำคัญ  ตัวเด็กเองไม่ทราบว่าพฤติกรรมที่เขาแสดงเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบออกมา  จนเป็นความเคยชิน  กลายเป็นนิสัยส่วนหนึ่งของเขานั้น  คือปัญหา  เพราะเด็กลอกวิธีแสดงออกทางอารมณ์และการแก้ปัญหามาจากพ่อแม่และผู้มีอิทธิพลต่อตัวเขาทั้งสิ้น  ปัญหาทั้งหลายจะถูกกำหนดโดยพ่อแม่  ครู  อาจารย์  โดยยึดถือเอาการไม่ยอมรับพฤติกรรมต่าง ๆ  ตามอารมณ์ของตนแต่ละคน  แต่ละมาตรฐานเป็นหลัก  พ่อแม่จึงขัดแย้งกันเองเกิดการเถียงกันไม่ยอมรับกัน  เพราะต่างคนต่างไม่เข้าใจตนเอง  เมื่อเกิดปัญหามักโทษว่าปัญหามาจากคนอื่น  ทุกอย่างน่าจะเป็นอย่างที่คิด  รู้จักแยกแยะก็จะสามารถแยกแยะได้ว่า  เขาก็คือเขา  เราก็คือเรา  ถ้าสามารถแยกให้อยู่ในความเป็นจริงได้อย่างสม่ำเสมอจะสามารถอยู่กันได้อย่างมีความสุข  เมื่ออะไรเกิดขึ้นก็ยอมรับได้ว่านั่นคือเขา  เขากำลังโกรธก็คือเขากำลังโกรธ  ไม่ใช่เรา  เมื่อไหร่ลูกแสดงพฤติกรรมอย่างที่เขาเป็น  นั่นคือลูก  แต่ทุกวันนี้เมื่อไหร่ลูกแสดงพฤติกรรม  แต่พฤติกรรมนั้นไม่สบอารมณ์พ่อแม่  สรุปทันทีว่านั่นคือปัญหาพฤติกรรมที่ไม่ดีของลูกที่ทำให้พ่อแม่เดือดร้อน  ดังนั้นไม่ว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร  จึงกลายเป็นปัญหาได้หมดในวิธีคิดทางลบของพ่อแม่

                ในความเกเร  ก้าวร้าว  ลักขโมย  พูดปด  หนีโรงเรียน  พฤติกรรมแสดงออกทางเพศที่ไม่เหมาะสม     (ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้พ่อแม่ไม่ต้องการอย่างยิ่ง)  จนเด็กมีพฤติกรรมแปรปรวนหรือพฤติกรรมโรคประสาท  ย้ำคิด  ย้ำทำ  หรือกลายเป็นโรคจิตต่าง ๆ  นั้น  เป็นผลจากการที่เมื่อเกิดสิ่งใดขึ้น  เด็กก็ต้องแสดงพฤติกรรมโต้ตอบออกไป  แต่เป็นเพราะข้อมูลที่เขาได้รับจากพ่อแม่ไม่ชัดเจน  ไม่ถูกต้อง  ไม่มีหลัก  ส่วนมากจะเป็นข้อมูลที่ไม่นำไปสู่การแก้ไข  เป็นแค่เพียงวิธีการห้ามปรามไม่ให้กระทำ  แต่ไม่มีข้อมูลว่าต่อไปในปัจจุบันที่ไม่ใช่ในอนาคตอันไกลว่าเขาควรจะกระทำอย่างไร  เด็กมีเพียงข้อมูลที่ถูกห้ามไม่ให้แสดงออก  คนเราเมื่อถูกปิดกั้นความสนใจ  ความสามารถเกือบจะทุกเรื่อง  จึงไม่สามารถแสดงความก้าวร้าวได้เหมาะสมกับเวลาสถานที่และบุคคล  พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้นจึงทำให้คนอื่นเดือดร้อน  และ/หรือตัวเองเดือนร้อนจึงเป็นที่มาของพฤติกรรมทั้งหลายที่เป็นปัญหาในสังคม

 

นอกจากพ่อแม่แล้ว  ยังมีใครอีกบ้างที่จะร่วมแก้ไข  และปัญหานี้จะแก้ไขอย่างไร

                ในความเป็นจริงตัวเราแต่ละคนนี่แหละสำคัญที่สุขเพราะยังมีบทบาทเป็นพ่อแม่  ซึ่งพ่อแม่เป็นบุคคลสำคัญที่สุด  ไม่ใช่คนอื่น  เพราะสังคมที่เล็กที่สุดคือครอบครัว  ถ้าหากว่าเด็กสามารถอยู่ในครอบครัวอย่างมีความสุข  เด็กก็จะมีความคิดทางบวกตลอดเวลา  ถ้าความคิดในเชิงสร้างสรรค์มี  เขาก็จะเลือกรับรู้เป็น  ว่าอะไรดี  อะไรไม่ดี  จึงไม่น่าเป็นห่วง  ไม่ว่าจะพบภาพยนตร์ที่ออกมาไม่สร้างสรรค์  หนังสือพิมพ์ที่ไม่ดี  ทีวี  วีดีโอต้องห้าม  หรือผู้ใหญ่ในสังคมที่ไม่ดี  เขาก็จะไม่เลือกรับรู้  เพราะว่าพ่อแม่นั้นเป็นตัวแทนผู้ชายผู้หญิงทั้งโลก  ความสำคัญจึงมาอยู่ที่พ่อแม่  เพราะว่า  “การรักษาเด็ก  ก็คือการรักษาพ่อแม่นั่นเอง”  ซึ่งเป็นคำกล่าวของศาสตราจารย์นายแพทย์ฝน  แสงสิงแก้ว  และตลอดชีวิตของท่านนั้นได้พูดประโยคนี้อยู่ตลอดเวลา

                ปัญหาที่สำคัญที่สุดในทุกวันนี้  คือวิธีเลี้ยงลูกที่ได้ก่อให้เกิดเอกลักษณ์ประจำชาติ  และก่อให้เกิดความทุกข์ยากมาสู่ลูกโดยไม่รู้ตัว  หากพ่อแม่ได้ดึงแนวความคิดที่ไม่รู้ตัวเหล่านี้มาสู่ระดับการรู้ตัวก็จะทำให้การแก้ไขปัญหาที่เป็นในระดับชาติลดลงได้มากมาย  และจะทำให้พ่อแม่สามารถยุติการโทษสิ่งแวดล้อมลงได้อย่างแท้จริง  วิธีการเลี้ยงลูกในสังคมไทยส่วนใหญ่เกือบจะทุกครอบครัวทำโดยไม่รู้ตัวไม่เจตนา  และไม่ได้ตั้งใจ  จึงไม่มีใครผิดทั้งสิ้นซึ่งมีอยู่   5 ประการ คือ

                ประการที่  1  การเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีแต่ต้องสมยอมและเชื่อฟัง  การสมยมและเชื่อฟังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของตนเอง  ทำให้ขาดลักษณะการเป็นผู้นำ  ขาดความคิดสร้างสรรค์  เมื่อเติบโตขึ้นก็เป็นได้แค่ลูกน้องและบริวารที่ถูกชักจูงง่าย  คนที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะถูกบังคับมาตลอด  แนวโน้มในการหาทางออกมี  2 ทางคือ  ออกไปมั่วสุมในเรื่องเพศ  กับการขโมย  ซึ่งการขโมย  การโกง  เป็นพฤติกรรมที่เราพบอยู่ในสังคมของเราทุกวันนี้

                ประการที่  2  การเลี้ยงลูกให้เป็นคนเก่ง  แต่ต้องเก่งกับคนนอกบ้าน  อยากได้ลูกเก่งแต่ไม่ยอมชื่นชมลูกที่เก่ง  ยอมรับไม่ได้กับการแสดงความสามารถแสดงความคิดเห็นบางครั้งฉลาดกว่า  เหนือกว่า  ดีกว่าที่พ่อแม่คิด  จึงทำให้ลูกรู้สึกด้อยค่า  ไม่มีความหมาย  เพราะบ้านนี้มีคุณพ่อ  คุณแม่ที่เก่งที่สุด  คนอื่นเก่งไม่ได้  เด็กก็จะเกิดอาการฝ่อ  หรือมิฉะนั้นก็ออกก้าวร้าวไปเลย  เมื่อมาโรงเรียนก็โดนครูอาจารย์ใช้วิธีเดียวกับทางบ้าน  เด็กก็ไม่สามารถแสดงในทางสร้างสรรค์ได้  จึงต้องแสดงอีกทางหนึ่งคือทำลายซึ่งเป็นอันตราย  เมื่อมาสู่การทำงานระบบในสังคมการทำงานส่วนใหญ่ก็ติดรูปแบบการเลี้ยงดูมาในแบบเดียวกัน  นายส่วนใหญ่จึงไม่ยอมให้ลูกน้องเก่งกว่าตน  เพราะฉะนั้นการพัฒนาประเทศชาติจึงไปได้ช้ามาก

                แต่ถ้าพ่อแม่แต่ละคนกล้าหันมาปรับปรุงตนเอง  มาสู่ความคิดที่ว่าทำอย่างไรที่จะเลี้ยงลูกให้เก่งกว่าพ่อแม่  ส่วนหนังสือต้องให้ศิษย์เก่งกว่าครู-อาจารย์  มีลูกน้องตัองพัฒนาลูกน้องให้เก่งกว่าหัวหน้า  ถ้าทำได้อย่างนี้ประเทศชาติย่อมพัฒนา  เพราะเด็กถูกสร้างรากฐานให้มีความภาคภูมิใจในตนเอง  โดยการชื่นชมของพ่อแม่  ซึ่งจะเป็นรางวัลที่อยู่กับตัวเด็กตลอดไปชั่วชีวิต  และจะนำไปใช้ในทางสร้างสรรค์ต่อไป

                ประการที่  3  การเลี้ยงลูกให้เป็นคนมีมานะขยันหมั่นเพียรโดยวิธีเปรียบเทียบจุดเด่นของเด็กคนอื่นกับจุดด้อยของลูก  ทำห้เด็กเกิดความรู้สึกว่าตัวเองด้อย  สู้เด็กคนอื่นไม่ได้  ก็เกิดแนวความคิดเกิดการเรียนรู้ว่า  “คนนอกบ้านดีกว่าคนในบ้าน”  ทำให้เกิดปัญหาเมื่อเติบโตแต่งงานมีคู่ครอง  ก็จะมองเห็นคนในบ้านมีค่าต่ำกว่า  ด้อยกว่า  เหมือนวัตถุชนิดหนึ่งที่อยากจะแสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวดูถูกดูหมิ่นอย่างไรก็ได้  เพราะฉะนั้นความตึงเครียดในสภาวะครอบครัวจะยิ่งมากขึ้น  การที่เรามองคนนอกบ้านสำคัญกว่าคนในบ้าน  ส่วนที่ดีก็มี  คือทำให้ประเทศเรานั้นพัฒนาการท่องเที่ยวได้ดีที่สุดในโลก  เรามีโรงแรมที่ดีที่สุดในโลก  คือ  โรงแรมโอเรียนเต็ล  ซึ่งได้ที่  1  ของโลกติดต่อกันมาสิบกว่าปี  เป็นเลิศในการบริการ

                ถ้าเราจะพัฒนาตนเองให้แต่ละคนกลับมามองว่าถ้าเราสามารถเกรงใจให้เกียรติกับคนในครอบครัวเหมือนกับให้คนนอกบ้านได้  เราก็จะอยู่กันอย่างมีความสุข  บรรยากาศในบ้านก็จะไม่ตึงเครียด  และเราก็จะเอาชนะจะบอดในการพัฒนาคนในเชิงสร้างสรรค์ได้

                ประการที่  4  การเลี้ยงลูกให้แก้ปัญหาเป็น แต่ใช้วิธีห้ามลูกเมื่อทะเลาะกันไม่ให้พูดเล่นกัน  หรือใช้ของร่วมกันอีกต่อไป  ถ้าทำอีกจะถูกลงโทษ  ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ว่าหลักการแก้ปัญหาเมื่อทะเลาะกับใครแล้ว  ต้องฝังใจว่าเราไม่ควรจะคบคนนั้นอีก  เพราะคนนั้นเป็นคนเลว  ใช้ไม่ได้  เมื่อเติบโตขึ้นมาก็เลยทำให้มีความคิดที่ว่าถ้าขัดแย้งกับใครแล้ว  ก็จะไม่คบคนนั้นอีกต่อไป  ทำให้สูญเสียเพื่อน   มนุษยสัมพันธ์ที่มีกับคนอื่นก็ลดลงไปเรื่อย ๆ  กลายเป็นคนแคบ  เหมือนกับว่าตนหลงทางอยู่ในกลุ่มเพื่อนไม่ดีทั้งนั้น  ในที่สุดก็กลายเป็นโรคเครียดทำให้เกิดเป็นอันตรายกับชีวิตของตนเอง

                แท้จริงแล้ว  การที่ลูกทะเลาะกันเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ  เป็นสิ่งดีทีต้องสนับสนุนเพราะขณะลูกทะเลาะกัน  ลูกต้องใช้ปัญญาที่จะคิดคนหาเหตุผลมาหักล้างซึ่งกันและกัน  ทำให้เป็นคนไม่รูจักยอมจำนนอะไรง่าย ๆ  สมองก็พัฒนา  และขณะเดียวกันก็เป็นการฝึกการมีชีวิตอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในอนาคตด้วย  จงสอนลูกว่าคนที่อยู่ร่วมกันกับคนอื่นให้มีความสุขได้แม้จะมีการขัดแย้งกันนั้น  ต้องมีคติในใจที่ยึดว่า  “ความฉลาดจะรู้จักยอมแพ้วันนี้  เพื่อชัยชนะระยะยาว”  “คนที่แพ้ไม่เป็นคือคนที่แพ้แล้วตลอดชีวิต”

                ประการที่  5  การเลี้ยงลูกให้อยู่กันอย่างมีความสุข  แต่กลับใช้วิธีสาปแช่ง  ซ้ำเติม  เมื่อลูกทำผิด  ซึ่งเป็นอันตรายสูงสุดที่ส่วนใหญ่เราใช้กันอยู่โดยไม่รู้ตัว  ถ้ารู้ตัวคงไม่ทำ  เพราะพ่อแม่เลี้ยงลูกก็อยากให้ลูกมีความสุข  แต่การซ้ำเติม  สาปแช่งนั้น  ก็ทำโดยไม่เจตนา  เช่นเมื่อลูกอายุ  2 ขวบครึ่ง  ชอบปีนป่าน  ส่งเสียงดัง  แม่มักทนไม่ไหวจึงต้องห้ามทุกครั้ง  แต่เด็กไม่เชื่อเมื่อลูกหกล้ม  แล้วแม่ก็ซ้ำเติมว่า  “ดี  สมน้ำหน้า  เจ็บไหม  ดีไหม  ไม่ต้องร้องเดี๋ยวตีซ้ำ  บอกแล้วไม่เชื่อ”  เมื่อโดยซ้ำ ๆ  ก็ทำให้เด็กไม่มั่นใจในความรักของพ่อแม่  เกิดความรู้สึกว่าพ่อแม่บอกตลอดเวลาว่าพ่อแม่รักเขามากที่สุด  แต่เมื่อเขามีความทุกข์  ความเจ็บปวด  พ่อแม่กับซ้ำเติมเขา  เด็กจะเกิดการเรียนรู้ว่าคนในโลกนี้ไม่น่าวางใจไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม  แม้ว่าพ่อแม่ยังเชื่อไม่ได้  แล้วคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่จะเชื่อถือได้อย่างไร  สังคมทุกวันนี้จึงอยู่กันด้วยความหวาดระแวงและพร้อมที่จะซ้ำเติมซึ่งกันและกันโดยไม่รู้ตัว  ในส่วนลึกของแต่ละคนที่มีประสบการณ์ดังกล่าวจะมีความรู้สึกไม่ได้วางใจซ่อนอยู่  ดูได้ในสังคมของเรา  เมี่อไหร่ก็ตามที่มีอุบัติเหตุคนทั้งหลายก็จะมีความพอใจ  รุมล้อมดูอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น  แต่ไม่คิดจะช่วยเหลือ  ดูเหมือนกับรู้สึกพอใจที่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น  ข่าวหนังสือพิมพ์ที่ขายดีทุกวันนี้ก็คือ  ข่าวการข่มขืน  ข่าวความเสียหายทางเพศหรือเรื่องส่วนตัว  จะขายดีมาก  เพราะทุกคนนิยมที่จะอ่านรู้สึกสะใจ  มันเป็นความรู้สึกทางลบที่ไม่รู้ตัวที่ซ่อนอยู่  แม้แต่อุบัติเหตุรถชนกัน  มีคนเจ็บป่วยก็มีคนที่มาซ้ำเติม  มาขโมยข้าวของ  ไฟไหม้ก็เอามาขนกันเลย  บ้านในกรุงเทพฯ  ส่วนใหญ่ต้องมีเหล็กดัด  ตามประตูหน้าต่าง  ซึ่งเป็นเครื่องแสดงความไม่ไว้วางใจกัน  และความไม่ไว้วางใจกันทำให้เกิดความระแวงกลัวคนอื่นมาหักหลังตน  ตนเลยหักหลักเขาก่อน  กลัวคนอื่นทำร้ายก็ทำร้ายเขาก่อน  ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรม  ปัญหาเรื่องการขโมย  การโกง ฯลฯ  มากขึ้นเรื่อยๆ  ในสังคม

                พ่อแม่จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับวิธีเข้าหากันใหม่  โดยมีหลักว่าพ่อกับแม่เป็นพวกเดียวกัน  ใครผิดให้อภัย  ใครพลาดต้องปลอบโยนให้กำลังใจกันก่อนแล้วจึงกลับมาใช้หลักการเดียวกัน  ปรับวิธีเลี้ยงลูกใหม่ในครอบครัว  เมื่อไหร่ลูกมีทุกข์  ลูกเดือดร้อน  พ่อแม่ต้องแสดงตัวเป็นพวกเดียวกัน  ไม่ซ้ำเติมกัน  เป็นหัวใจสำคัญ  การที่จะอยู่อย่างมีความสุขต้องเป็นพวกเดียวกัน  ไม่สาปแช่งกัน  ชมเชยความสามารถของลูกของสามีภรรยาให้ปรากฏทั้งต่อหน้าและลับหลัง  แต่ถ้าเขาทำอะไรผิดก็ให้เขาได้มีโอกาสลองใหม่  ทำใหม่  ฝึกหัดใหม่  “วันนี้พระอาทิตย์ตกไปแล้วนะลูก  แต่พรุ่งนี้มันขึ้นใหม่ได้นะลูก”  โดยหลักการอย่างนี้ต่างหากที่จะทำให้การอยู่กันในครอบครัว  และสังคมบังเกิดความสุขได้อย่างแท้จริง

                “พูดง่าย”  แต่  “ทำยาก”  ปัญหาอยู่ที่ใครกันแน่?

 

 *  นักจิตวิทยา  ศูนย์สุขภาพจิต  เขต 13  กรมสุขภาพจิต