ทักทายด้วยไมตรี

จาก…บรรณาธิการ

สวัสดีครับ…เอกสารเพื่อการเผยแพร่ศาลาไทยของศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น    ปีที่ ๑๙ ฉบับที่ ๖ ประจำเดือน ธันวาคม ๒๕๕๔ – มกราคม ๒๕๕๕ ฉบับนี้ เป็นฉบับส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึง  ซึ่งในช่วงนี้เป็นช่วงเข้าสู่เทอมที่สองของปีการศึกษา ๒๕๕๔ ที่หลายๆ ท่านต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติโดยไม่คิดว่าจะมีความรุนแรงถึงเพียงนี้ในหลายๆ พื้นที่ในประเทศไทยเรา  ถึงอย่างไรเมื่อเกิดความเดือดร้อนขึ้นมา  เราก็ได้เห็นคนไทยของเราไม่ทิ้งกัน  ต่างก็มีความเอื้ออาทรที่จะพยายามช่วยเหลือนพี่น้องร่วมชาติที่ได้รับอุทกภัยครั้งนี้ให้อยู่รอดไปด้วยกันให้ได้  และเหตุการณ์ครั้งนี้ก็จะเป็นอุทาหรให้เราทุกท่านได้ตั้งาอยู่ในความไม่ประมาท  ให้เราได้รู้จักตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างถ้ามันจะเกิดขึ้นมันก็เกิดได้ทุกเมื่อ  ถ้าจะเป็นการป้องกันให้มีความรุนแรงให้เกิดน้อยกว่านี้  ผมคิดว่าไม่อยู่ที่ใครทั้งสิ้น  อยู่ที่พวกเราทั้งหลายที่ใช้ชีวิตอยูร่วมกันในสังคมโลกใบนี้ต่างหาก  ต้องช่วยเหลือกันและกัน  ต้องเป็นคนที่มีระเบียบให้มากขึ้น  รู้หน้าที่ของตัวเองให้มากขึ้น  เห็นแก่ตัวให้น้อยลง (สำหรับคนบางคนหรือหลายๆ คนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้) ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นหรือยอมรับความจริงหลายๆ อย่างโดยไม่เอาตัเองเป็นที่ตั้งแต่ผู้เดียว ฯลฯ ผมว่าเหล่านี้เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เราท่านทั้งหลายอยู่รอดปลอดภัยกันทั่วหน้า  ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นเหมือนอดีตที่ผ่านมาเหมือนกับเรื่องราวที่ได้นำเสนอในเอกสารศาลาไทยนี้ “คนไทยทิ้งแผ่นดิน” ซึ่งต่อไปนี้เราไม่มีที่จะไปที่ไหนอีกแล้ว

ท้ายนี้ทางผู้จัดทำจึงใคร่ถือโอกาสนี้  อวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกับการทำงาน และนักเรียนนักศึกษาก็มีความสุขกับการเรียน  เพื่อที่จะได้เก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเรียนรู้ต่างๆ ที่คุณครู  อาจารย์ท่านให้เราไว้เป็นทุนในการประกอบอาชีพในภายหน้าต่อไป และยังเหมือนเดิมนะครับ  สำหรับท่านผู้อ่านที่มีเรื่องราวดีๆ ที่เป็นประโยชน์ที่ต้องการแบ่งปันแก่สมาชิกที่อ่าน  สามารถส่งบทความหรือเรื่องราวดีๆ ของท่านให้กับทางเอกสารศาลาไทยได้  เพื่อเป็นการช่วยกันแบ่งปันความรู้หรือเรื่องราวต่างๆ ให้ได้รับทราบโดยทั่วกัน  โดยถือว่าเอกสารนี้เป็นของทุกๆ คน

ส่งได้ที่ ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น หรือ E-mail: cucha164@stjohn.ac.th

ด้วยความขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สร้างบุญส่งเสริมประเพณี

เก็บมาเล่า….เรื่องราววัฒนธรรม

การตักบาต: สร้างบุญส่งเสริมประเพณี

จาก…สภาวัฒนธรรมเขตจอมทอง

การตักบาตร  เป็นการทำบุญที่ชาวพุทธทั่วไปรู้จักและปฏิบัติมากกว่าการทำบุญประเภท อื่น ๆ การตักบาตรนั้นยังถือว่าเป็นการทำบุญประจำวันของชาวพุทธ  และชาวพุทธไทยเชื่อกันว่า  การออกบิณฑบาตของพระสงฆ์เป็นการช่วยโปรดสัตว์ที่อยู่ในอบายภูมิ  เช่น  เปรตวิสัย  ให้ได้รับส่วนบุญ  ด้วยเหตุผลทางจริยธรรมในการทำบุญตักบาตรนั้น  พอสรุปได้ดังนี้

๑.  เป็นการสั่งสมบุญในแต่ละวัน  เพราะการสั่งสมเป็นเหตุนำความสุขมาให้
๒.  เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทำบุญทำให้จิตใจแจ่มใส  เพื่อให้มีกำลังใจที่เข้มแข็งเพราะผู้ที่ไม่มีบุญเกื้อหนุนอยู่ในใจ  ย่อมพ่ายแพ้ต่อบาปได้ง่าย
๓.  เป็นการทำที่พึ่งคือบุญให้แก่ตนเองในอนาคต
๔.  เป็นการช่วยรักษาพุทธประเพณี  เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตและที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตล้วนแต่ดำรงพระชนม์ชีพด้วยอาหารบิณฑบาต
๕.  เป็นการช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนา  เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ศึกษา  ปฏิบัติพระธรรมวินัยแล้วนำมาสั่งสอนให้ประชาชนได้รับรสแห่งพระธรรมด้วย  อีกทั้งยังดำรงตนเป็นตัวอย่างด้านความประพฤติดีงามของสังคม  ฉะนั้นชาวพุทธควรทำบุญตักบาตรเป็นประจำ  เพื่อเป็นการสั่งสมบุญให้แก่ตนเองที่จะต้องนำไปในการท่องเที่ยวเวียนเกิดและเวียนตายอยู่ในวัฏสงสารอันไม่ปรากฏเบื้องต้นและที่สุดดุจเสบียงเดินทาง  บุญที่สั่งสมไว้นี้จะช่วยเกื้อกูลให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง  ได้แก่  พระภิกษุสามเณรด้วยทำบุญตักบาตร

อนึ่ง  ประโยชน์ส่วนรวมที่จะเกิดขึ้นจากการทำบุญตักบาตร  คือ  เป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา  เพราะพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้นำของพุทธบริษัท  ที่เป็นฐานกำลังสำคัญแห่งกองทัพธรรมนั้น  ท่านดำรงชีพอยู่ได้ด้วยปัจจัยที่คฤหัสถ์จัดถวาย  ท่านจึงสามารถมีกำลังกาย  กำลังใจที่จะศึกษาพระพุทธพจน์  คือ  พระไตรปิฎก  ให้เข้าใจ  ทรงจำ  นำมาประพฤติปฏิบัติ  และกล่าวสอนมวลมนุษย์ได้  การทำบุญตักบาตรจะสมบูรณ์ได้ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ  ดังนี้

๑.  ต้องเตรียมใจให้พร้อม  ข้อนี้ถือว่าสำคัญมาก  เพราะบุญที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใจของผู้ถวาย  ท่านแนะนำให้รักษาเจตนาให้บริสุทธิ์ทั้ง ๓ ขณะ  คือ
       ๑.๑  ก่อนถวาย  ตั้งใจเสียสละอย่างแท้จริง
       ๑.๒  ขณะถวาย  ก็มีใจเลื่อใส  ถวายด้วยความเคารพ
       ๑.๓  หลังจากถวายแล้ว  ต้องยินดีในทานของตัวเองจิตใจเบิกบานเมื่อนึกถึงทานที่ตนเองได้ถวายไปแล้ว  การทำใจให้ได้ทั้ง ๓ ขณะดังกล่าวนี้  นับว่ายากมาก  เพราะมีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่อาจทำให้จิตใจของเราเศร้าหมองในขณะใดขณะหนึ่งได้
๒.  ผู้รับ  คือ  พระภิกษุสามเณร  เป็นผู้สำรวมระวัง  มีข้อวัตรปฏิบัติที่ดีงามตามพระธรรมวินัย  ใฝ่ศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์  ทรงจำ  นำมาบอกกล่าว  สั่งสอนได้  และเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติเพื่อบรรเทาราคะ  โทสะ  โมหะจนสามารถละขาดได้อย่างสิ้นเชิง
๓.  สิ่งของที่ถวาย  จะต้องได้มาด้วยวิธีที่สุจริต  ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน  และที่สำคัญคือสิ่งนั้นต้องเหมาะสม

วิธีการตักบาตรโดยทั่วไป
                สิ่งที่จะต้องทำก่อนตักบาตร  คือ  “การอธิษฐาน”  การอธิษฐานนี้นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง  เพราะจะทำให้บุญของเราหนักแน่น  ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น  และยังทำให้เราทราบเป้าหมายในการทำบุญด้วยการตักบาตรนี้  การอธิษฐานยังสามารถสร้างพลังขึ้นในจิตใจให้มากขึ้น  เป็นการสั่งสมกำลังแห่งความบากบั่น  อดทน  เพื่อเป็นพื้นฐานที่สำคัญให้เราก้าวไปสู่สิ่งที่ปรารถนาได้  การอธิษฐานในขณะที่บำเพ็ญบุญนั้น  ผลบุญย่อมหนุนส่งให้สำเร็จตามที่ปรารถนาไว้  ถึงแม้จะขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาสบ้างก็ตาม  แต่ความดีที่ทำไว้ย่อมไม่เสียหายไปแน่นอน  ฉะนั้นก่อนตักบาตร  ควรอธิษฐานโดยนั่งหรือยืนก็ได้  แล้วแต่สถานที่จะอำนวย  ยกสิ่งของที่จะถวายขึ้นเสมอหน้าผาก  แล้วอธิษฐานตามที่ต้องการที่ชอบธรรมเป็นภาษาใดก็ได้  จะว่าในใจหรือออกเสียงเบา ๆ ก็ได้  จากนั้นจึงถวายอาหารบิณฑบาตด้วยความเคารพ  ถ้ามีดอกไม้ธูปเทียนให้ถวายหลังจากที่ถวายอาหารบิณฑบาตเสร็จแล้ว  ถ้าเป็นสตรีให้วางดอกไม้ธูปเทียนไว้บนฝาบาตร  เมื่อพระท่านปิดบาตรแล้ว

ผู้คนที่นำของที่เอามาตักบาตรจะยืนรออยู่ตรงทางที่พระภิกษุเดินผ่าน  ส่วนมากของที่ผู้คนนิยมใช้ตักบาตรเป็นหลักคือข้าว  โดยก่อนที่พระภิกษุเดินทางมาถึงจะมีการนำถ้วยข้าวจบที่ศีรษะและอธิษฐานเมื่อพระภิกษุเดินทางมาถึงพระภิกษุจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าคนที่จะตักบาตรแล้วเปิดฝาบาตร  ก่อนที่จะตักบาตรคนที่ตักบาตรจะต้องถอดรองเท้าก่อน  จากนั้นคนที่ตักบาตรจะนำทานที่ตนมีถวายพระ  เมื่อให้เสร็จแล้วพระจะให้พร  คนที่ตักบาตรประนมมือรับพร (โดยปกติแล้วจะนิยมคุกเข่าหรือนั่งยอง ๆ ประนมมือ) ขณะที่ให้พรคนที่ตักบาตรอาจจะมีการกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับ (การกรวดน้ำนั้นอาจจะทำขณะที่พระให้พรหรือหลังจากการตักบาตรเสร็จสิ้นก็ได้) หลังจากที่พระภิกษุให้พรแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี

Tags : , ,