กิจกรรมวัฒนธรรม

ชีวิตออกแบบได้

1. เบื้องหลังการออกแบบชีวิต

มีบางครั้งใช่ไหม  ที่คุณสงสัยว่า “ทำไมบางคนถึงโชคดี  มีชีวิตที่ราบรื่นสมหวังไปหมดทุกอย่าง  แต่บางคนกลับต้องฟันฝ่าอุปสรรคสารพัดชนิด”
คำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเราคนเดียว  มีคนมากมายที่คิดเช่นนี้  และจากโลกนี้ไปโดยไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนอะไรเลย
เมื่อได้มาศึกษาคำสอนในพระพุทธศาสนา  ก็พบว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลัง….
นับภพนับชาติไม่ถ้วนที่ผ่านมา…มนุษย์ทุกคนต่างก็เวียนว่ายตายเกิดกันมานานแสนนาน  และจะยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกจนกว่าจะหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์  ในระหว่างนั้นชีวิตก็มีขึ้นมีลง  ปราศจากความแน่นอน  ตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบ้าง  เป็นสันว์นานาชนิดบ้าง  เป็นมนุษย์ที่ยากจนบ้าง  ร่ำรวยบ้าง  เป็นต้น  ซึ่งส่วนใหญ่จะมีทุกข์มากกว่าสุข
การที่เราต้องมีชีวิตขึ้นๆ ลงๆ สุขบ้างทุกข์บ้างนั้นไม่ใช่ความบังเอิญ  ทุกอย่างล้วนมีเหตุมีผลมาจากการกระทำของเราทั้งในอดีตและในปัจจุบันชาติ  ถ้าทำดีก็จะได้รับผลดีทำชั่วก็ได้รับผลชั่วตามกฎแห่งเหตุผล  หรือกฎแห่งกรรมซึ่งเป็นกฎที่มีอิทธิพลเหนือชีวิตมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย
กฎแห่งกรรมเป็นกฎของสังสารวัฏ  ที่มีหลักว่า “บุคคลทำสิ่งใด  ย่อมได้สิ่งนั้น” ดังข้อความในสมุททกสูตรที่ว่า “บุคคลหว่านพืชเช่นใด  ย่อมได้ผลเช่นนั้น  คนทำดีย่อมได้ดี  ทำชั่วย่อมได้ชั่ว”
.
กฎแห่งกรรมไม่ใช่กฎที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสร้างขึ้น  ไม่ว่าใครจะนับถือศาสนาใด  มีเชื้อชาติอะไร  จะรู้จัก  หรือไม่รู้จัก  จะเชื่อ   หรือไม่เชื่อก็ตาม  ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแก่งกรรมทั้งสิ้น
เมื่อเราจับหลักกฎแห่งกรรมได้  เราก็สามารถที่จะเอาหลักการนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการออกแบบชีวิตได้  ว่าเราควรทำหรือไม่ควรทำสิ่งใน  ซึ่งในที่นี้จะยกตัวอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในจูฬกัมมวิภังคสูตรมาแสดงเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้นในเรื่องผลของกรรม
“คนโหดเหี้ยม  ชอบฆ่าสัตว์  ชชอบเบียดเบียบ  ทรมานสัตว์ เมื่อตายไปจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จะมีอายุสั้น
บุคคลมักโกรธ  อาฆาต  พยาบาท  ตายไปจะเข้าสู่อบายทุคติ  วินิบาต  นรก  เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จะมีผิวพรรณทราม
บุคคลมีใจอิฉาริษยา  มุ่งร้าย  ตายไปจะเข้าสู่อบายทุคติ  วินิบาต  นรก  เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนไร้อำนาจ
บุคคลใจแคบ  ไม่ชอบให้ทาน  ไม่ชอบช่วยเหลือคนอื่น  ตายไปจะเข้าสู่อบายทุคติ  วินิบาต  นรก  เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์เป็นคนไร้ทรัพย์
บุคคลกระด้าง  เย่อหยิ่ง  ไม่เคารพผู้ควรเคารพ  ตายไปจะเข้าสู่อบายทุคติ  วินิบาต  นรก  เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จะเกิดในตระกูลต่ำ
บุคคลไม่ชอบคนบัณฑิต  สมณพราหมณ์  ตายไปจะเข้าสู่อบายทุคติ  วินิบาต  นรก  เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนไร้ปัญญา
ในทางตรงกันข้าง  คนที่เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ไม่เบียดเบียบสัตว์  ไม่มักโกรธ  ไม่อิจฉาริษยา  ชอบให้ท่านแก่ผู้ทรงศีล  ทรงคุณธรรม  ไม่กระด้างเย่อหยิ่ง  เคารพคนที่ควรเคารพ  ชอบคบหาสมณพราหมณ์  บัณฑิต  เมื่อตายไปจะเข้าถึงสุคตโลกสวรรค์  เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จะมีอายุยืน  โรคภัยไม่เบียดเบียน  มีคนเรารพนับถือ  มีอำนาจ  มีทรพย์มาก  เกิดในตระกูลดี  และเป็นคนมีปัญญา  ตามลำดับ”
คำสอนในพระสูตรนี้  ชชี้ให้เห็นชัดเจนว่า  ถ้าต้องการความปลอดภัยในชีวิต  ต้องเลือกทำแต่กรรมดี
เพราะทุกครั้งที่ทำกรรมดี  เช่น  ทำทาน  รักษาศีล  เจริญสมาธิภาวนา ฯลฯ จะมีบุญเกิดขึ้นอย่างมหาศาล  บุญจะหล่อเลี้ยงชีวิตเราให้มีความสุข  ความเจริญ  ช่วยแต่งเติมชีวิตเราให้สมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปทุกภพทุกชาติ
…เส้นทางในสังสารวัฏของเราจะราบรื่น  สะดวกสบายไม่ต้องขึ้นๆ ลงๆ อีกต่อไป ก็ด้วย “บุญ”
…จะไปถึงจุดหมายแห่งการเดินทางคือพิพพานได้ก็ด้วย “บุญ”
“บุญ” คำสั้นๆ คำนี้  จึงมีความหมายสุดที่จะพรรณนา

มีบางครั้งใช่ไหม  ที่คุณสงสัยว่า “ทำไมบางคนถึงโชคดี  มีชีวิตที่ราบรื่นสมหวังไปหมดทุกอย่าง  แต่บางคนกลับต้องฟันฝ่าอุปสรรคสารพัดชนิด” คำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเราคนเดียว  มีคนมากมายที่คิดเช่นนี้  และจากโลกนี้ไปโดยไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนอะไรเลย เมื่อได้มาศึกษาคำสอนในพระพุทธศาสนา  ก็พบว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลัง…. นับภพนับชาติไม่ถ้วนที่ผ่านมา…มนุษย์ทุกคนต่างก็เวียนว่ายตายเกิดกันมานานแสนนาน  และจะยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกจนกว่าจะหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์  ในระหว่างนั้นชีวิตก็มีขึ้นมีลง  ปราศจากความแน่นอน  ตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบ้าง  เป็นสันว์นานาชนิดบ้าง  เป็นมนุษย์ที่ยากจนบ้าง  ร่ำรวยบ้าง  เป็นต้น  ซึ่งส่วนใหญ่จะมีทุกข์มากกว่าสุข การที่เราต้องมีชีวิตขึ้นๆ ลงๆ สุขบ้างทุกข์บ้างนั้นไม่ใช่ความบังเอิญ  ทุกอย่างล้วนมีเหตุมีผลมาจากการกระทำของเราทั้งในอดีตและในปัจจุบันชาติ  ถ้าทำดีก็จะได้รับผลดีทำชั่วก็ได้รับผลชั่วตามกฎแห่งเหตุผล  หรือกฎแห่งกรรมซึ่งเป็นกฎที่มีอิทธิพลเหนือชีวิตมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย กฎแห่งกรรมเป็นกฎของสังสารวัฏ  ที่มีหลักว่า “บุคคลทำสิ่งใด  ย่อมได้สิ่งนั้น” ดังข้อความในสมุททกสูตรที่ว่า “บุคคลหว่านพืชเช่นใด  ย่อมได้ผลเช่นนั้น  คนทำดีย่อมได้ดี  ทำชั่วย่อมได้ชั่ว”

กฎแห่งกรรมไม่ใช่กฎที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสร้างขึ้น  ไม่ว่าใครจะนับถือศาสนาใด  มีเชื้อชาติอะไร  จะรู้จัก  หรือไม่รู้จัก  จะเชื่อ   หรือไม่เชื่อก็ตาม  ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแก่งกรรมทั้งสิ้น เมื่อเราจับหลักกฎแห่งกรรมได้  เราก็สามารถที่จะเอาหลักการนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการออกแบบชีวิตได้  ว่าเราควรทำหรือไม่ควรทำสิ่งใน  ซึ่งในที่นี้จะยกตัวอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในจูฬกัมมวิภังคสูตรมาแสดงเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้นในเรื่องผลของกรรม “คนโหดเหี้ยม  ชอบฆ่าสัตว์  ชชอบเบียดเบียบ  ทรมานสัตว์ เมื่อตายไปจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จะมีอายุสั้น บุคคลมักโกรธ  อาฆาต  พยาบาท  ตายไปจะเข้าสู่อบายทุคติ  วินิบาต  นรก  เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จะมีผิวพรรณทราม บุคคลมีใจอิฉาริษยา  มุ่งร้าย  ตายไปจะเข้าสู่อบายทุคติ  วินิบาต  นรก  เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนไร้อำนาจ บุคคลใจแคบ  ไม่ชอบให้ทาน  ไม่ชอบช่วยเหลือคนอื่น  ตายไปจะเข้าสู่อบายทุคติ  วินิบาต  นรก  เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์เป็นคนไร้ทรัพย์ บุคคลกระด้าง  เย่อหยิ่ง  ไม่เคารพผู้ควรเคารพ  ตายไปจะเข้าสู่อบายทุคติ  วินิบาต  นรก  เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จะเกิดในตระกูลต่ำ บุคคลไม่ชอบคนบัณฑิต  สมณพราหมณ์  ตายไปจะเข้าสู่อบายทุคติ  วินิบาต  นรก

เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนไร้ปัญญา ในทางตรงกันข้าง  คนที่เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ไม่เบียดเบียบสัตว์  ไม่มักโกรธ  ไม่อิจฉาริษยา  ชอบให้ท่านแก่ผู้ทรงศีล  ทรงคุณธรรม  ไม่กระด้างเย่อหยิ่ง  เคารพคนที่ควรเคารพ  ชอบคบหาสมณพราหมณ์  บัณฑิต  เมื่อตายไปจะเข้าถึงสุคตโลกสวรรค์  เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จะมีอายุยืน  โรคภัยไม่เบียดเบียน  มีคนเรารพนับถือ  มีอำนาจ  มีทรพย์มาก  เกิดในตระกูลดี  และเป็นคนมีปัญญา  ตามลำดับ” คำสอนในพระสูตรนี้  ชชี้ให้เห็นชัดเจนว่า  ถ้าต้องการความปลอดภัยในชีวิต  ต้องเลือกทำแต่กรรมดี  เพราะทุกครั้งที่ทำกรรมดี  เช่น  ทำทาน  รักษาศีล  เจริญสมาธิภาวนา ฯลฯ จะมีบุญเกิดขึ้นอย่างมหาศาล  บุญจะหล่อเลี้ยงชีวิตเราให้มีความสุข  ความเจริญ  ช่วยแต่งเติมชีวิตเราให้สมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไปทุกภพทุกชาติ …เส้นทางในสังสารวัฏของเราจะราบรื่น  สะดวกสบายไม่ต้องขึ้นๆ ลงๆ อีกต่อไป ก็ด้วย “บุญ” …จะไปถึงจุดหมายแห่งการเดินทางคือพิพพานได้ก็ด้วย “บุญ” “บุญ” คำสั้นๆ คำนี้  จึงมีความหมายสุดที่จะพรรณนา

“ปรินิพพาน”
อานนท์ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว  พึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า  ธรรมวินัยอันใดที่เราได้แสดงแล้ว  บัญญัติแล้วงว
ขอให้ธรรมวินัยอันนั้น  จงเป็นศาสดาของพวกเธอแทนเราต่อไป.
เธอทั้งหลาย…
จงมีธรรมวินัยเป็นที่พึ่งเถิด
อย่าได้มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย

—————————