สติ

“สติ”

คำว่า “สติ” ในโลกที่ฉันรู้จักคุ้นนั้น  ก็คือการรู้ตัว  ว่าตัวทำอะไร  ต้องพูดอะไร  ต้องไม่ทำอะไร  ต้องไม่พูดอะไร  เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ  หรือเพื่อไม่ให้ได้ในสิ่งที่ไม่ต้องการ  แต่ใน “โลกหนอ” ใบนี้การมี “สติ” คือการรู้แค่ว่า  ขณะนี้กำลัง “ทำ” อะไรอยู่เท่านั้น  ไม่มัวนั่งคิดว่า  ที่ผ่านมาทำอะไร  ไม่นั่งคิดว่าพรุ่งนี้จะทำอะไร  ไม่แม้แต่จะคิดว่านาที หรือ ชั่วโมงหนึ่งข้างหน้าจะเป้นอย่างไร หรือจะทำอะไร….รู้แค่ปัจจุบัน….รู้แค่  ชั่วขณะจิตที่ทำอยู่  รู้สั้นๆ ตรงแค่ขณะนี้  รู้แค่สิ่งที่กำลังทำอยู่เท่านั้น  แต่ทำมั้ย…ทำไม…ทำไม…มันช่างยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกิน  แค่นั่งคอยดูอาการพอง  หรือยุบเท่านี้ก็ยากนักหนา  ยากตรงไหนหนะเหรอ… ยากตรงจิตใจของเรานี้แหละ  แทนที่มันจะให้ความร่วมมือ  คอยช่วยกันสังเกต  พอง – ยุบ กลับโน่น…ไปโน่น “งานเสร็จหรือยัง  งานที่ฝากเพื่อไว้เป็นยังไงบ้างนะ  ได้เรื่องหรือเปล่า  กลับไปต้องทำอะไรบ้าง” …เอ้า…แวบออกไปจนได้  …กลับมาตั้งต้นอีกแล้ว  ทั้งเรื่องของต้วเองคนเดียว  เรื่องของตัวเองกับคนอื่น  เรื่องของคนอื่นกับคนอื่น  โอย…ทำไมมันคิดได้เยอะขนาดนี้เนี่ย  เชื่อมั้ยว่า  แค่ประมาณ 10 นามีเนี่ย  จิตใจของเรามันคิด  อะไรต่ออะไรได้ร้อยแปดพันเก้าเลยนะ
.
แล้วก็ต้องเริ่มตั้งต้นใหม่  เริ่มกำหนดอาการต่างๆ ใหม่  เริ่มกำหไนดพองยุบใหม่  แค่ 10 กว่านาที  เนี่ยต้องเริ่มต้นใหม่กันเกือบ 50 ครั้งเลยทีเยวล่ะ  มาถึงตรงนี้หลายๆ คน  คงต้องเริ่มต้นใหม่กันเกือบ 50 ครั้งเลยทีเดียวล่ะ  มาถึงตรงนี้หลายๆ คน คงตั้งคำถามกึ่งโมโห กลายๆ ว่า “ลำบากลำบนยุ่งยากขนาดนี้  แล้วจะทำไปทำไม (ว่ะ…ด้วยก็ได้ไม่ว่าหรอก)” ฉันกำลังจะบอกอยู่เดี๋ยวนี้ละว่า  ฉันได้อะไรจากการยืนหนอ  เดินหนอ  นั่งหนอ  เห็นหนอ  คิดหนอบ้าง  หลังจากอดทน  พากเพียร  ทำในสิ่งที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าจะทำมาก่อน  ฉันก็รับรู้ว่าในที่สุด  แล้วฉันได้ “สติ” ได้ “ความสงบเย็น” อย่างที่ไม่เคยได้  ไม่เคยมี  และไม่เคยเกิดขึ้นกับฉันมาก่อน  การมองโลกของฉันก็เปลี่ยนไปเดิมๆ ที่เคยมองเห็นเมื่อมีเหตุให้ต้อง “ไม่ได้” ในสิ่งที่อยากได้  ฉันก็ “รู้” ว่าความอยากที่เกิดขึ้น  มันจะเกิดขึ้นแล้วก็จะดับไป
.
หรือเมื่อมีเหตุให้ต้องทำ  ต้องเป็น  หรือต้องได้ในสิ่งที่ฉันไม่อยากมี  ไม่อยากเป็น  ไม่อยากได้  ฉันก็ “รู้” ว่าในไม่ช้าความรู้สึกนั้น  ก็จะจางหายไปในที่สุด  เรื่องที่เห็นชัดที่สุด  จากการไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในโลกใบใหม่ของฉันก็คือ  เรื่องของฉันกับสีชมพู  เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปในบรรดาญาติสนิทมิตรสหายเพื่อฝูงว่า  แนจงเกลียดจงชัง “สัชมพู” เป็นที่สุด  เกลียดอย่างหาสาเกตุไม่ได้  เหลียดขนาดว่าถ้าแก้วน้ำ หรือหลอดดูดน้ำ ในร้านอาหารเป็นสีชมพูแล้ว  แนเลือกที่จะไม่ดื่มน้ำในแก้วนั้น  ไม่ดูดน้ำจากหลอดนั้นเลยดีกว่า  แต่อยู่ ๆ ฉันก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าจริงๆ แล้ว  สีชมพูก็เหมือนกับสีอื่นๆ ในโลก  คือเกิดขึ้นปรากฏกับฉัน  แล้วมันจะตั้งอยู่ระยะหนึ่งแล้วมันก็จะดับไปเหมือนๆ กับสีอื่นๆ ในโลกนี้เช่นกัน  สีชมพูก็เป็นสีชมพู  ใจของฉันเองต่างหากที่เอาความเกลียดชังไปผูกติดไว้
สร้างความขุ่นข้องหมองใจ  สร้าง “ทุกข์” ให้เกิดขึ้นกับจิตใจของตัวเองด้วยตัวของตัวเองแท้ๆ เพียงคิดได้เท่านี้  ฉันก็สามารถมอง “สีชมพู” ให้เป็นสีเดียวกับสีอื่นๆ ในโลก  ความทุกข์ที่เคยเกิดขึ้นนานแสนนานในหัวใจเรื่องหนึ่งก็ลดลงไปโดยที่ฉันแทบไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย  เรื่องอย่างนี้บอกให้ฟังได้  เล่าให้ฟังได้  แต่ถ้าจะให้เชื่อง่ายๆ ก็คนจะยากมีทางเดียวที่จะรู้ได้  ก็คือการ “รู้ด้วยตัวเอง”  และการที่จะ “รู้ได้ด้วยต้วเอง” ก็คือการต้อง “ลองทำดู…ด้วยตัวเอง”
.
และถ้าใครพร้อม…ที่จะเรียนรู้  ที่จะทำความรู้จักโลกใบใหม่เพื่อลดความทุกข์ก่อนที่มัจะเกิดขึ้นในหัวใจ  มีทางเดียวที่จะรู้ได้ (ด้วยตัวเอง) ก็คือลองทำดู…และถ้าใครพร้อม…ที่จะเรียนรู้…ที่จะทำความรู้จักกับโลกใบใหม่  เพื่อลดความทุกข์ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นในหัวใจเราแล้วล่ะก็
คุณได้สิทธิ์นั้น….เดี๋ยวนี้….เชิญครับ”