- ระบบฐานข้อมูลความรู้-ศูนย์วิจัยและแผน-  
     
 
โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จาก การนำเสนอผลการวิจัย เมื่อวันที่ 15 กพ.2555 ณ.ห้องจุฬาเกษม มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น โดย ผศ.เฉลิมขวัญ ครุธบุญยงค์ (ศูนย์วิจัยและแผน)
 
 
  สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ที่ bachar@stjohn.ac.th
 
 
แนวทางการเขียนโครงการวิจัย บทความวิจัยและบทความวิชาการ
  ผู้วิจัยจะต้องมีการวางแผนการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและสิ่งสำคัญผู้วิจัยควรมีความรู้ และความเข้าใจ
ว่าจะทำวิจัยเรื่องใด กำหนดวัตถุประสงค์ในการวิจัยให้ชัดเจนโดยกำหนดระเบียบวิธีการศึกษาอย่างเด่นชัดและถูกต้อง กำหนดขอบเขตการวิจัยและมีกำหนดประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัยอย่างชัดเจนเช่นกัน รวมทั้งกำหนดรายละเอียดประกอบอื่น ๆ ที่จำเป็นไว้ด้วย
     
การเขียนงานวิจัยที่ดี
  การเขียนงานวิจัยที่ดีนั้นควรเขียนให้ตรงกับเป้าหมายนั่นหมายถึงแนวทางการตั้งคำถามเพื่อค้นหาคำตอบโดยมีการวางแผนในการเก็บข้อมูล
กลั่นกรองวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบโดยใช้วิธีการทางสถิติ การแปลผลเพื่อสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ใหม่ ที่ได้จากงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ โดยนำเสนอตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติและนานาชาติ การวิจัยนั้นควรตั้งชื่อโครงการวิจัยให้ทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญ
     
สิ่งที่ผู้วิจัยไม่ควรปฏิบัติ
  กระบวนการวิจัยที่ดีนั้นผู้วิจัยควรหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆเหล่านี้
    1. การลอกเลียนผลงานวิจัยของผู้วิจัยท่านอื่นๆ โดยไม่ได้รับอนุญาติ
2. การโจรกรรมผลงานวิจัย
3. การสร้างผลงานหลอกหมายถึงเป็นงานวิจัยที่ไม่ได้มีกระบวนการทางวิจัยโดยแท้จริง
4. การขอมีเอี่ยวในผลงานวิจัยหมายถึงไม่ได้ทำการวิจัยแต่ขอใส่ชื่อหรือขอลงนามเป็นผลงานของตนเองด้วย
5. การจ้างทำผลงานวิจัยโดยให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยและไม่ได้เป็นผู้วิจัยร่วมได้เป็นผู้สรุปผลงานวิจัย
     
การป้องกันผลงานวิจัยที่ไม่ถูกต้อง
  สิ่งสำคัญกับการนำเสนอผลงานวิจัยนั้นคือควรเป็นงานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือ โดยคำนึงถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้
    1. ควรจัดให้มีระบบการลงทะเบียนงานวิจัยเพื่อเป็นการป้องกันการทำงานวิจัยซ้ำซ้อน
2. ควรมีการบริหารจัดการเพื่อป้องกันผลงานวิจัยที่ไม่ได้ใช้กระบวนการทางวิจัยอย่างแท้จริง
3. ควรมีระบบการตรวจสอบมาตรฐานของผลงานวิจัยทุกชิ้น
4. ควรจัดให้มีการติดตามผลการดำเนินงานวิจัยเพื่อป้องกันการตกแต่งข้อมูล /บิดเบียน
5. จัดให้มีการนำเสนอหรือรายงานผลการวิจัยเป็นระยะๆเพื่อได้ทราบถึงปัญหาในการทำวิจัยและหาทางแก้ไข
     
ข้อเสนอโครงการวิจัยที่ดี
  เป็นแผนงานที่ผู้วิจัยได้วางแผนไว้ล่วงหน้าโดยการกำหนดชื่อเรื่อง ความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ เชื่อมโยงในหลักการ
และเหตุผล งบประมาณที่เหมาะสม ขอบเขต ประโยชน์ / สมมมิตฐาน เครื่องมือวิจัยที่ใช้ การสร้าง ตัวแปร กรอบการวิจัย นิยามคำศัพท์ ฯลฯ สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือต้องเข้าใจประเภทของงานวิจัยที่แบ่งออกเป็น การวิจัยพื้นฐาน การวิจัยประยุกต์และการวิจัยทดลอง ถ้าสามารถกำหนดประเภทของงานวิจัยได้จะทำให้ผลงานวิจัยนั้นมีคุณภาพและตรงตามความต้องการมากที่สุด
  เมื่อต้องการทำวิจัยนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดควรยึดหลักจรรยาวิชาชีพของนักวิจัย คุณธรรม จริยธรรม โดยต้องมั่นใจว่าผลการวิจัยหรือ
ในระหว่างดำเนินการจัย ควรได้ผลวิจัยที่เป็นเชิงบวก นั้นก็คือ เป็นผลการวิจัยที่นำมาพัฒนาหน่วยงาน องค์กร สังคมและประเทศชาติได้ แล้วมีผู้นำไปใช้ประโยชน์จริง สู่องค์กรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน/ชุมชน /เผยแพร่ประโยชน์ต่อสาธารณชน (นักศึกษา /ประชาชนทั่วไป ผู้ที่สนใจ)
     
    เอกสารอ้างอิง
สุทธิพร จิตต์มิตรภาพและคณะ ,สัมมนาเชิงวิชาการ “การเขียนบทความวิจัย บทความวิชาการ และการใช้เครื่องมือวิจัยและเทคนิคในการวิจัย” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์:19 สิงหาคม 2554
     
  สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ที่ bachar@stjohn.ac.th
     
 
 
การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของนักวิจัย
  ทรัพย์สินทางปัญญาครอบคลุมถึงสิทธิเหนือนวัตกรรมในทุกสาขาที่เกิดจากพลังความอุตสาหะของมนุษย์เป็นผู้ประดิษฐ์
คิดค้นขึ้น
ทรัพย์สินทางปัญญา
  สามารถกำหนดความหมายของทรัพย์สินทางปัญญาได้ดังต่อไปนี้
1.เป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างแต่เกิดจากการสร้างสรรค์ทางปัญญาของบุคคล
2.ทรัพย์สินทั่วไปที่เกิดจากการกระทำของบุคคล สัตว์หรือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
3.ทัรพย์สินทางปัญญาต้องมีวัตถุรองรับความคิดสร้างสรรค์นั้น และจะไม่สูญสิ้นไปแม้วัตถุนั้นจะสูญสลายไป แต่ทรัพย์สินทั่วไปสูญสิ้นเมื่อวัตถุนั้นสูญสลายไป
  สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาจะสิ้นสุดเมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายคุ้มครอง สิทธิจะมีอยู่ตลอดไปเท่าที่ทรัพย์นั้น
ยังคงสภาพอยู่ และไม่ถูกแบ่งกรรมสิทธิ์ กฎหมายได้กำหนดไว้ว่าเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาต้องใช้ประโยชน์จากวัตถุ ที่สร้างสรรค์นั้นๆ แต่เจ้าของจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้เป็นสิทธิของเจ้าของ
ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญา
  ทรัพย์สินทางปัญญาสามารถแบ่งออกเป็นแต่ละประเภท ดังนี้
  1.เครื่องหมายการค้า ( Trade mark)
    ประกอบด้วย
1.1 เครื่องหมายการค้า (Trademark)
1.2 เครื่องหมายบริการ (Service mark )
1.3 เครื่องหมายรับรอง ( Certified mark) และ
1.4 เครื่องหมายร่วม (Collective mark)
อายุการคุ้มครอง มีอายุ 10 ปีนับแต่รับจดทะเบียนและสามารถต่ออายุได้คราวละ 10 ปี
  2.ลิขสิทธิ์ (Copyrights)
    หมายถึงการจดลิขสิทธิ์ของงานประเภทงานสร้างสรรค์ เช่น วรรณกรรม นาฎกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม
  โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ แผนกศิลปะ เป็นต้น ลิขสิทธิ์ไม่ครอบคลุมถึงความคิดหรือขั้นตอนกรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงานหรือแนวความคิดหลักการ การค้นพบหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ ลิขสิทธิ์จะเกิดขึ้นทันทีโดยไม่ต้องจกทะเบียน แต่กระทรวงพาณิชย์จะมีระบบขึ้นทะเบียนลิขสิทธิ์ เช่น การแต่งตำรา ส่วนงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ เช่น ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่างๆที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์หรือแผนกศิลปะ รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง หนังสือโต้ตอบของหน่วยงานของรัฐ คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย รายงานทางราชการ คำแปล การรวบรวมสิ่งต่างๆข้าองต้นที่หน่วยงานของรัฐจัดทำขึ้น เช่นกระทรวงการต่างประเทศจัดทำการแปลกฎหมายต่างประเทศขึ้น เป็นต้น
    ถ้าพูดถึงเจ้าของลิขสิทธิ์คือผู้สร้างสรรค์ผลงานเป็นผู้ได้ลิขสิทธิ์ การสร้างสรรค์งานในฐานะลูกจ้างถ้ามิได้ทำ
  หนังสือ ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์เป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธิเผยแพร่ได้ตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้าง แรงงานนั้น และถ้าสร้างสรรค์ในฐานะผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น เว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น ถ้ามีการดัดแปลงผลงาน การดัดแปลงโดยได้รับอนุญาต ผู้ดัดแปลงมีลิขสิทธิ์ แต่ไม่กระทบสิทธิเจ้าของเดิม แต่ถ้ารวบรวมงานมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ผู้รวบรวมมีลิขสิทธิ์ แต่ไม่กระทบสิทธิเจ้าของงานที่นำมารวบรวม อายุของ การคุ้มครองสิทธิ กรณีผู้สร้างสรรค์ อายุจะอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้ตายลง และถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ตลอดอายุผู้สร้างสรรค์ร่วม และอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายได้ตายลง การละเมินสิทธิ์ชั้นที่สอง หมายถึงการนำงานละเมินลิขสิทธิ์ (รู้หรือมีเหตุควรรู้) มาใช้ต่อเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย ประกอบด้วยกรณีดังนี้
    1.ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือเสนอให้เช่าซื้อ
2.เผยแพร่ต่อสาธารณชน
3.แจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์
4.นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร
    ข้อยกเว้นของการละเมิดลิขสิทธิ์ คือต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาผลประโยชน์ตามปกติของเจ้าของ และไม่กระทบ
  สิทธิของเจ้าของเกินสมควร ตัวอย่างเช่น บรรณารักษ์ห้องสมุด มิได้หากำไร ทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือ ให้แก่ห้องสมุดอื่น การทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ต่องานวิจัย หรือการศึกษา หรือ กรณีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไม่หากำไร และวิจัยหรือศึกษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น ใช้เพื่อประโยชน์ของเจ้าของ สำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น
    อายุการฟ้องร้องคดีจะมีอายุ 3 ปีนั้บแต่รู้ถึงการละเมินและรู้ตัวผู้กระทำการละเมิด และไม่เกิน 10ปี
  นับแต่วันที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนเรื่องส่วนแบ่งค่าปรับ ค่าปรับที่ได้จ่ายให้แก่เจ้าของกึ่งหนึ่ง แต่ไม่กระทบสิทธิ เจ้าของจะฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนทีเกินเงินค่าเปรับที่ได้รับ
    การคัดลอกงานบางส่วน บางตอนตามสมควร โดยรับรู้ความเป็นเจ้าของ ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
  ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต แม้ Free download นำมาเพื่อศึกษาได้ แต่ถ้าเอามารวบรวม แปล เรียบเรียง ต้องขออนุญาต เช่นเดียวกับการแปลหนังสือต้องขออนุญาต การวิเคราะห์นิยาย เรื่องสั้น กวีนิพนธ์ ถ้านำเนื้อหามาทั้งหมดต้องขออนุญาต ถ้านำมาบางส่วนตามสามควรทำได้ การใช้ภาพถ่ายต้องขออนุญาต ข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ เช่น ข้อมูลเศรษฐกิจของธนาคารชาติไม่มีลิขสิทธิ์ แต่ถ้าข้อมูลนั้นถูกเรียบเรียงสร้างสรรค์ขึ้น มีลิขสิทธิ์ต้องขออนุญาต
  3.สิทธิบัตร ( Patent)
    การขอรับสิทธิบัตร คือสิทธิบัตรการประดิษฐ์ คือความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับลัษณะองค์ประกอบ โครงสร้าง
  กลไกของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต การเก็บรักษา หรือการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น หรือทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ต่างไปจากเดิม เช่นผลิตภัณฑ์ กรรมวิธีการประดิษฐ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ อายุการคุ้มครอง 20 ปีนับแต่วันที่ยื่น แต่ถ้าเป็นอนุสิทธิบัตร มีอายุ 6 ปีนับแต่วันที่ยื่น แต่สามารถต่ออายุได้ 2 ครั้งๆละ 2 ปี
    หมายเหตุ : ประเภทที่ 1-3 อาจเป็นสินค้าชนิดเดียวกันได้ ตัวอย่างเช่น ผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง นำสินค้าไปจดสิทธิบัตตรสินค้า และปิดสลาก เครื่องหมายการค้า สุดท้ายเขียนคู่มือการใช้สินค้า ถือเป็นลิขสิทธิ์ เป็นต้น
  4.ความลับทางการค้า (Trade secret)
    หมายถึงข้อมูลการค้าที่ไม่รู้จักทั่วไป หรือคนที่ต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นก็เข้าถึงไม่ได้ เป็นข้อมูลที่ใช้ประโยชขน์
  ทางการค้าเป็นความลับ เป็นข้อมูลที่ได้ใช้วิธีการเก็บเป็นความลับ ข้อมูลการค้าหมายถึง สูตร รูปแบบ งานที่ได้รวบรวม หรือประกอบขึ้น โปรแกรม วีธีการทางเทคนิค กรรมวิธีต่างๆ เช่น สูตรยา สูตรอาหาร สูตรเครื่องดื่ม สูตรเครื่องสำอาง ข้อมูลการบริหารธุรกิจ รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า ราคาสินค้า กลยุทธ์ในการโฆษณา บัญชีรายชื่อลูกค้า ข้อสันนิษฐานความเป็นเจ้าของ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ละเมิดเหมือนกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้ความลับฯ สันนิษฐานว่าผู้ละเมิดได้ใช้ความลับฯ เว้นแต่จะพิสูจน์เป็นอย่างอื่น
  5.สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical indication)
  6.แผนภูมิวงจรรวม (Layout-designs of integrated circuit)
    หมายถึงแบบผังภูมิ แผนผังหรือภาพที่ทำขึ้นไม่ว่าจะปรากฎในรูปแบบใด หรือวิธีใด เพื่อให้เห็นการจัดงาน
  ให้เป็นวงจรรวม เช่น แบบของวงจรไฟฟ้า อายุการคุ้มครอง 10 ปีนับแต่วันที่ยื่นจนหรือวนใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ครั้งแรกแต่ไม่เกิน 15 ปี นับแต่สร้างสรรค์เสร็จ
    เอกสารอ้างอิง
สมชาย รัตนชื่อสกุล , เอกสารประกอบการบรรยาย, การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของนักวิจัย, กองส่งเสริมงานวิจัย ฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย: กรุงเทพฯ; 25 สค.2554
     
  สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ที่ bachar@stjohn.ac.th
 
 
  คำว่า นักวิจัย  หมายถึง ผู้ที่ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อตอบประเด็นที่สงสัย โดยมีระเบียบวิธีอันเป็นที่ยอมรับ
ในแต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ระเบียบวิธีดังกล่าวจึงครอบคลุมทั้งแนวคิด มโนทัศน์ และวิธีการที่ใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนคำว่า จรรยาบรรณ หมายถึง หลักความประพฤติอันเหมาะสม แสดงถึงคุณธรรมและจริยธรรมในากรประกอบอาชีพ ที่กลุ่มบุคคลแต่ละสาขาวิชาชีพ ประมวลขึ้นไว้เป็นหลักเพื่อให้สมาชิกในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ ยึดถือปฏิบัติเพื่อรักษาชื่อเสียง และส่งเสริมเกียรติคุณของสาขาวิชาชีพของตน
  ดังนั้นจรรยาบรรณในการวิจัยจึงจัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระเบียบวิธีวิจัย เนื่องด้วยในกระบวนการค้นคว้าวิจัย
นักวิจัยจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับสิ่งที่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต การวิจัยจึงอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อสิ่งที่ศึกษาได้ หากผู้วิจัยขาดความรอบคอบระมัดระวัง การวิจัยเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนและกำหนดนโยบายในการพัฒนาประเทศทุกด้าน โดยเฉพาะในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของนักวิจัยในเรื่องที่จะศึกษา และขึ้นอยู่กับคุณธรรมจริยธรรมของนักวิจัยในการทำงานวิจัยดว้ยผลงานวิจัยที่ด้อยคุณภาพด้วยสาเหตุใดก็ตาม หากเผยแพร่ออกไป อาจเป็นผลเสียต่อวงวิชาการและประเทศชาติได้ จรรยาบรรณนักวิจัย ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักวิจัยเพื่อยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของจริยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม ตลอดจนประกันมาตรฐานของการศึกษาค้นคว้าให้เป็นไปอย่างสมศักดิ์ศรี และเกียติภูมิของนักวิจัยไว้ 9 ประการ ดังนี้
  1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ นักวิจัยต้องมีความซื้อสัตย์ต่อตนเองไม่นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น ต้องให้เกียรติ และอ้างถึงบุคคลหรือแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาใช้ในงานวิจัย ต้องซื้อตรงต่อการแสดงหาทุนวิจัย และมีความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย
  2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำงานวิจัย ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับหนาวยงานที่สนับสนุนการวิจัย และต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด นักวิจัยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อตกลงการวิจัยที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน อุทิศเวลาทำงานวิจัยให้ได้ผลดีที่สุด และเป็นไปตามกำหนดเวลา มีความรับผิดชอบไม่ละทิ้งงานระหว่างดำเนินการ
  3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัยอย่างเพยงพอ และมีความรู้ความชำนาญ หรือมีประสบการณ์เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ทำวิจัย เพื่อนำไปสู่งานวิจัยที่มีคุณภาพ และเพื่อป้องกันปัญหาการวิเคราะห์ การตีความ หรือการสรุปที่ผิดพลาด อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่องานวิจัย
  4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต นักวิจัยต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และเที่ยงตรงในการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกและมีปณิธานที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
  5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัยนักวิจัยต้องไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการ จนละเลยและขาดความเคารพในศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ต้องถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะอธิบายจุดมุ่งหมายของการวิจัยแก่บุคคลที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยไม่หลอกลวงหรือบีบบังคับ และไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
  6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ดดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ต้องตระหนักว่า อคติส่วนตน หรือความลำเอียงทางวิชาการ อาจส่งผลให้มีการบิดเบือนข้อมูล และข้อบังคับพบทางวิชาการ อันเป็นเหตุให้ เกิดผลเสียหาย ต่องานวิจัย
  7. นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ นักวิจัยพึงเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ไม่ขยายผลข้อค้นพบจนเกินความเป็นจริง และไม่ใช้ผลงานวิจัยไปทางมิชอบ
  8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น นักวิจัยพึงมีใจกว้าง พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัย ยอมรับฟัง ความคิดเห็นและเหตุผลทางวิชาการของผู้อื่น และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยของตนให้ถูกต้อง
  9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ นักวิจัยพึงมีจิตสำนักที่จะอุทิศกำลังสติปัญญาในการทำวิจัย เพื่อความก้าวหน้า ทางวิชาการ เพื่อความเจริญและประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนุษยชาติสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
 

อ้างอิง
เอกสาร “ จรรยาบรรณนักวิจัย ” ; กรุงเทพมหานคร : สภาวิจัยแห่งชาติ
วิภาวี อนุพันธ์พิศิษฐ์  “จรรยาบรรณนักวิจัย ” ณ ห้องจุฬาเกษม ; กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น 24 พค.54

   
  สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ที่ bachar@stjohn.ac.th
   
   
     
     
   
Main Menu
line
 buttomส่วนห้องสมุด
line
 buttomห้องสมุดงานวิจัย (วช.)
line
 buttomสำนักหอสมุดแห่งชาติ
line
 buttomดาวน์โหลดเอกสารต่างๆ
line
 buttomWIKI-Research
line
 buttomกลุ่มเซนต์จอห์น
line
 buttomวารสารวิชาการที่ยอมรับระดับชาติ
line
 buttomวารสารวิชาการที่ยอมรับระดับนานาชาติ
line
 buttomวารสารวิชาการ สมศ.
line
 buttomฐานข้อมูลวารสาร TCI
line
 buttomฐานข้อมูลวารสาร ISI และ Scopus
line
 นักวิจัยดีเด่นประจำปีต่างๆ
line
 buttom ข้อตกลงความร่วมมือ MOU (มซจ.กับ วช.)
line
 buttom คู่มือการวิจัยประจำปีการศึกษาต่างๆ
line
 buttom จรรยาบรรณนักวิจัย
line
 
 

Research and Planning